Archive for December, 2011

‘เฟซบุ๊ก’ ปล่อยเวอร์ชั่น ‘ไทม์ไลน์’ ให้ใช้ทั่วโลกแล้ว


ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กทั่วโลก สามารถปรับหน้าโปรไฟล์ให้เป็นแบบ “ไทม์ไลน์” ได้แล้ว หลังทดลองใช้ในวงจำกัดมาแล้วระยะหนึ่ง…

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ว่า เว็บไซต์สังคมออนไลน์ชื่อดัง “เฟซบุ๊ก” เริ่มปรับเปลี่ยนหน้าโปรไฟล์ของผู้ใช้งานทั่วโลก กว่า 800 ราย ให้เป็นแบบ “ไทม์ไลน์” แล้ว หลังก่อนหน้านี้มีผู้ใช้งานในวงจำกัดได้ทดลองใช้งานมาระยะหนึ่ง

สำหรับเฟซบุ๊กในรูปแบบไทม์ไลน์ มีรูปลักษณ์คล้ายอัลบั้มเรื่องราวต่างๆ ในฉบับดิจิตอล แม้ผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะยังคงยึดติดกับรูปแบบเก่า และตั้งแง่กับรูปโฉมใหม่นั้น ไทม์ไลน์ก็มีข้อดีอยู่ไม่น้อย ทำให้ผู้ใช้งานสามารถย้อนกลับไปค้นหาสิ่งที่เคยโพสต์ไปก่อนหน้านี้ได้ ไม่ว่าจะนานเป็นเดือนหรือนานนับปี และสามารถออกแบบจัดหน้ากระดานได้เอง เป็นต้น.

ครีมกันแดดจำเป็นไหม ในฤดูหนาว

เคล็ดลับผิวสวย

สาว ๆ เคยแปลกใจกันบ้างไหมคะ ว่าฤดูที่ทำให้ผิวเราคล้ำเสียได้ง่ายที่สุดนั้น บางทีก็ไม่ใช่หน้าร้อนเสมอไป แต่กลับกลายเป็นฤดูที่อากาศเย็นสบายอย่างฤดูหนาวไปซะนี่ นั่นก็เพราะว่าเรามักทุ่มดูแลผิว ปกป้องผิวจากแดดเสียดิบดีในฤดูร้อน เพราะรู้อยู่แล้วว่าแดดในฤดูร้อนนั้นจัดจ้าแสบผิวขนาดไหน แต่ในฤดูหนาวมีอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อน ไม่เหนียวตัว สบาย ๆ แบบนี้เลยทำเอาสาว ๆ ทำตัวสบาย ๆ จนลืมดูแลผิวพรรณไปด้วย รู้ตัวอีกทีผิวก็เริ่มคล้ำเสียซะแล้ว

นั่นก็เพราะแม้อุณหภูมิของอากาศจะเย็นลง แต่ในแสงแดดที่ยังคงส่องอยู่ ก็ยังคงมีรังสียูวีตัวร้ายอยู่นั่นเอง โดยเฉพาะรังสี UVA ที่แฝงกายทำร้ายผิว ทั้งทำให้ผิวคล้ำเสีย ทั้งก่อริ้วรอยที่ไม่พึงปรารถนา ยิ่งเมื่อรวมกับอากาศแห้งในฤดูหนาวยิ่งทำให้ผิวพรรณทั้งแห้งทั้งเหี่ยวเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้นครีมกันแดดจึงยังคงเป็นไอเท็มที่สาว ๆ ขาดไม่ได้อยู่นั่นเองค่ะ(และก็ยังจำเป็นไม่ว่าจะในฤดูไหน ๆ ก็ตาม)

นอกจากครีมกันแดดจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้แม้กระทั่งในฤดูหนาวแล้ว วันนี้กระปุกดอทคอมก็นำเคล็ดลับ และเรื่องราวของการระวังดูแลผิวในฤดูหนาวมาฝากกันด้วยค่ะ

 เลือกใช้ครีมกันแดดแบบฟิสิคอล เพื่อการปกป้องผิวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ใครที่กำลังมองหาครีมกันแดดที่มีคุณภาพดีกว่าเดิม ลองหันมาใช้ครีมกันแดดแบบฟิสิคอล ทดแทนแบบเคมิคอลซึ่งเป็นครีมกันแดดส่วนใหญ่ที่มีขายในท้องตลาด ถึงแม้ครีมกันแดดแบบฟิสิคอลจะมีเนื้อครีมที่เหนอะหนะ ทายากกว่าที่คุ้นเคย แต่ด้วยส่วนผสมของ ซิงค์ ออกไซด์ (Zinc Oxide) และ ไททาเนียม ไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) ซึ่งช่วยป้องกันรังสีด้วยการสะท้อนกลับ อันช่วยให้มันปกป้องผิวของคุณจากแสงแดดได้มีประสิทธิภาพว่า แถมยังทำงานได้นานกว่าครีมกันแดดทั่วไป ทำให้ไม่ต้องทาซ้ำหลาย ๆ ครั้งในระหว่างวันด้วย

 ระวัง “เหงื่อ” ศัตรูร้ายของครีมกันแดด

การทาครีมกันแดดเพียงครั้งเดียวในตอนเช้า ย่อมไม่เพียงพอแล้วต่อการปกป้องผิวได้ทั้งวัน การทาครีมกันแดดซ้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็น ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่เหงื่อออกเยอะ หรือทำกิจกรรมที่ทำให้เสียเหงื่อมาก ครีมกันแดดก็ยิ่งมีโอกาสที่จะถูกเหงื่อชะล้างออกไปได้ง่ายยิ่งขึ้น คุณจึงจำเป็นต้องทาครีมกันแดดซ้ำให้บ่อยขึ้นด้วยเช่นกัน

 ดูแลปัญหาผิวที่มีอยู่เดิมเป็นพิเศษ

หากคุณมีปัญหาผิวอยู่แต่เดิม ไม่ว่าจะเป็นสิว ฝ้า กระ ริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวขาดความกระชับเต่งตึง ผิวเห่อแดง เมื่อเจอกับอากาศแห้งในฤดูหนาวผนวกกับแสงแดด อาจทำให้อาการต่าง ๆ เหล่านี้แย่ลงได้ เพราะฉะนั้นอย่าลืมบำรุง และเอาใจใส่ปัญหาผิวพรรณเหล่านี้เป็นพิเศษด้วย

 ใส่ใจอาหารที่กิน

อาหารอย่างผัก ผลไม้ นั้นมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูง ซึ่งเป็นประโยชน์ในการช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้ในทางหนึ่ง ในขณะที่อาหารอย่างเนื้อแดง ผลิตภัณฑ์จากนม น้ำตาล และอาหารที่ผ่านการแแปรรูปแล้ว จะทำให้อาการอักเสบต่าง ๆ แย่ลงกว่าเดิม ฉะนั้นหากในฤดูหนาวนี้คุณมีอาการผิวแห้งแดง จากอากาศและแสงแดดก็ควรจะหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกนี้ด้วยค่ะ

และสุดท้ายนี้ นอกจากจะบำรุง ปกป้อง ทั้งผิวหน้าและผิวกายแล้ว อย่าลืมเอาใจใส่ผิวส่วนที่อ่อนบางอย่างริมฝีปาก ด้วยการใช้ลิปบาล์มที่ผสมสารกันแดด เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและปกป้องผิวส่วนนี้จากแสงแดดด้วยนะคะ

นวัตกรรมยกกระชับหน้า จากเกาหลี ร้อยไหมละลาย

นวัตกรรมยกกระชับหน้าจากเกาหลี ร้อยไหมละลาย ความงามละลายทรัพย์ (ไทยโพสต์)

กลายเป็นนวัตกรรมความงามที่กำลังระบาดมากที่สุดในขณะนี้ กับความแรงของกระแสการใช้ “ไหมละลาย” หรือ PDO (Polydioxanone) ซึ่งเดิมเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการผ่าตัด โดยสถาบันเสริมความงามชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทย จับเอาเทคนิคร้อยไหมละลายจากประเทศเกาหลีมาเป็นตัวชูโรง ขายโฆษณาแก่ผู้ที่มีปัญหาคิ้วหรือหนังตาตก ผิวหย่อน คางสองชั้น มีริ้วรอยบริเวณลำคอ ฯลฯ ว่านวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยรักษาให้ผิวพรรณกลับมาเต่งตึงดังเดิมได้

โดยระบุว่า ไหมละลายที่ร้อยเข้าไปนั้นจะกระตุ้นการสร้างเส้นเลือด นำไปสู่กระบวนการสร้างผิวและคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นกระชับตึงขึ้นในทันที ผิวพรรณจะกระจ่างใสภายใน 2 สัปดาห์ และร่างกายสามารถกำจัดไหมได้หมดภายใน 6 เดือน ขณะที่ผลของการร้อยไหมจะคงสภาพได้นาน 2-3 ปี ที่สำคัญไม่ต้องเจ็บตัวกับการผ่าตัดอีกต่อไป และมีความปลอดภัยสูง โดยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 9,000 บาท จนถึงหลัก 100,000 บาท หากทำยกเซตทั้งใบหน้ารวมถึงคางและคอ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รองผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า เทคนิคเสริมความงามด้วยการร้อยไหมเกือบทุกชนิด ทั้งการร้อยด้วยไหมแบบดั้งเดิมที่มีแฉกแง่ง ไหมทอง หรือจะเป็นไหมละลายที่ฮิตกันอยู่นั้น ยังไม่มีผลการศึกษาแน่ชัดว่าเทคนิคดังกล่าวได้ผลจริงหรือไม่ และมีอันตรายมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในกรณีการร้อยไหมละลายที่มีค่าใช้จ่ายสูง และต้องใช้ไหมจำนวนมากในการฉีดเข้าสู่ใบหน้า โดยปกติการร้อยไหมละลายแบบเดิมใช้เพียง 2-8 เส้นต่อแก้ม 1 ข้าง แต่หากเป็นการร้อยไหมละลายแล้ว จะใช้เส้นไหม 20-30 เส้นต่อแก้ม 1 ข้าง

“ตัวไหมละลายมีความปลอดภัยจริงเพราะเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ถามว่าได้ผลตามที่โฆษณาจริงหรือไม่ ตรงนี้ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันในระยะยาวได้ เนื่องจากการยิงเส้นไหมเข้าไปในผิวหนัง เป็นธรรมดาที่จะเกิดการอักเสบ และอาการชอกช้ำนี้เองจะไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ส่วนอายุของไหมละลายจะอยู่ได้ 6 เดือนถึง 1 ปี เมื่อไหมละลายสลายไปพร้อมกับอาการระบมทุเลา ผิวหน้าที่เคยตึงก็จะกลับมาหย่อนคล้อยอีกครั้ง ไม่ได้มีผลต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปีอย่างที่อวดอ้าง จึงอยากให้ผู้ที่ต้องการทำไตร่ตรองในหลายมิติ ทั้งค่าใช้จ่าย ผลข้างเคียง และช่วงระยะเวลาของการได้ผล” รอง ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กล่าว

อย่างไรก็ตาม นพ.จินดา ยังระบุถึงอันตรายของการใช้วิธีร้อยไหมชนิดอื่นๆ เพื่อเสริมความงามต่อด้วยว่า เทคนิคการร้อยไหมมีนานแล้ว โดยมีวิวัฒนาการจากไหมปกติที่มีแง่งเล็กๆ อยู่รอบผิวนอกของเส้นไหม เพื่อเอาไว้เกี่ยวพยุงเนื้อให้ยกกระชับ แต่การยิงเส้นไหมเพียง 2-4 เส้นต่อแก้ม 1 ข้าง ไม่สามารถพยุงกล้ามเนื้อให้ใบหน้ายกกระชับได้จริง เพราะมวลกล้ามเนื้อมีน้ำหนักมากกว่า จึงทำให้เกิดอาการหย่อนคล้อยในภายหลังจนเลิกฮิตทำในที่สุด

ทว่า ต่อมาก็มีนวัตกรรมร้อยไหมทองเข้ามาบูมอีกครั้งหนึ่ง โดยการร้อยไหมทองนี้ทางสถานเสริมความงามนำเอาทองมาเป็นตัวขายดึงดูดความน่าสนใจ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไหมทองนี้พยุงกล้ามเนื้อไม่ได้เลย เนื่องจากมีพื้นผิวเกลี้ยง แถมเส้นไหมยังมีขนาดเล็กมากจนแตกป่นได้ง่าย อีกทั้งทองยังเป็นธาตุเฉื่อยที่ไม่น่าจะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้จริง หรือถ้ากระตุ้นได้ก็น่าจะกระตุ้นได้น้อย แบบไม่เกิดปฏิกิริยากับผิว และเมื่อเส้นไหมเกิดการแตกหักแล้วก็นำออกจากเนื้อเยื่อได้ยาก ตนจึงคิดว่านวัตกรรมการร้อยไหมเพื่อปรับโครงสร้างหน้าตาหรือรูปร่าง เป็นการเสริมความงามที่มีความเสี่ยงสูง และไม่คุ้มค่าแก่การเสียเงินทำ แม้จะไม่มีอันตรายถึงชีวิตก็ตาม

รักพ่อ…อย่าให้พ่อไว้พุง

วิธีดูว่าลงพุงหรือไม่ ให้เอาสายวัดมาวัดในแนวระนาบระดับสะดือ หากรูปร่างสูงใหญ่แบบฝรั่ง ผู้ชายควรวัดได้ไม่เกิน 102 ซม. ผู้หญิงไม่ควรเกิน 88 ซม. สำหรับคนไทยที่ตัวเล็กกว่า กระทรวงสาธารณสุขกำหนดมาตรฐานพุงของคนไทยว่า ผู้ชายต้องไม่เกิน 90 ซม. และผู้หญิงต้องไม่เกิน 80 ซม.

สำหรับผู้หญิงควรมีไขมันในพุงเพียง 5-8% ส่วนผู้ชายไว้พุงได้มากกว่าคือ 20% แต่ต้องไม่มากกว่านี้ สุดท้ายคนที่มีพุงใหญ่ ๆ มักจะเป็นโรคความดันเลือดสูงร่วมด้วย

      แล้วทำอย่างไรจึงจะลดพุงลงได้

      1. ลดน้ำหนักตัวลง วิธีลดน้ำหนักไม่มีอะไรมากกว่ากินให้น้อยลง รีดน้ำหนักตัวออกให้มากขึ้น เคยเขียนถึงวิธีลดน้ำหนักทั้งแบบอดและไม่อดอาหารมาหลายครั้งแล้ว

ข่าวดีก็คือ เมื่อน้ำหนักตัวลดลง พุงจะยุบไปก่อนไขมันใต้ผิวหนังในที่อื่น ๆ พุงจึงหายไปได้เร็วเป็นอันดับแรก

      2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่นสัปดาห์ละ 3 วัน 5 วัน หรือทุกวัน เพราะพ่อบางคนก็เกษียณแล้ว หันมาออกกำลังกายเสริมสุขภาพจะดีกว่าการนั่ง ๆ นอน ๆอยู่เฉย ๆ

การออกกำลังกายสำหรับพ่อ ควรเป็นการเดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เพราะจะถนอมข้อเข่า ข้อเท้าได้ดีกว่า ออกกำลังกายนานครั้งละ 30-45 นาที และควรมีการบริหารร่างกายเพื่อความฟิตร่วมด้วย ท่าซิทอัพนั้นเหมาะสำหรับการลดพุงในผู้ชาย เพราะจะเป็นการลดไขมันหน้าท้องส่วนบนโดยตรง

      3. หากไม่อยากมีพุง ควรงดแอลกอฮอล์ทุกประเภท ไม่เว้นไวน์ เบียร์ วิสกี้ ซึ่งอาจจะเป็นของโปรดของพ่อคงเคยได้ยินฝรั่งเรียกพุงกลม ๆ ของผู้ชายว่า beer belly แปลว่า พุงนั้นเกิดจากการกินเบียร์

ทั้งนี้เป็นเพราะ เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย จะถูกเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลในทันที และจะถูกเปลี่ยนเป็นเนื้อเยื่อไขมันไปสะสมที่พุง ถ้าไม่เลิกเหล้า ไวน์ เบียร์ ก็คงไม่มีทางลดพุงลงได้

สธ.เผยคนไทยฆ่าตัวตาย อันดับ 16 ของโลก

รมว.สธ.เผยคนไทยฆ่าตัวตายรั้งอันดับ16โลก (ไอเอ็นเอ็น)

รมว.สาธารณสุข เผยคนไทยฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้น รั้งอันดับ 16 ของโลก ระบุปี 2552 ฆ่าตัวตายสำเร็จกว่า 3,600 คน โดยมีแม่ฮ่องสอน ตายมากสุด

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในวันที่ 10 กันยายน ทุกปี เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก โดยในปีนี้ องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดหัวข้อการรณรงค์ว่า หลากหน้า หลายพื้นที่ รวมพลังป้องกันการฆ่าตัวตายโลก

โดยขณะนี้ อัตราการฆ่าตัวตายของประชากรทั้งโลก อยู่ที่ 16 คนต่อประชากรแสนคน สำหรับประเทศไทยข้อมูลในปี 2552 มีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ 3,634 คน อัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 5.72 ต่อประชากร 100,000 คน สูงที่สุดในเดือนมิถุนายน จังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูง 5 จังหวัดแรก ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน เชียงราย เชียงใหม่ และ ระยอง โดยผู้หญิงมีความพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่าผู้ชาย 3 เท่า แต่เมื่อมีความพยายามฆ่าตัวตายแล้ว ผู้ชายจะทำสำเร็จสูงกว่าผู้หญิง 3.5 เท่า

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า สาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย ส่วนใหญ่เกิดจากความเครียด รองลงมาได้แก่ เป็นโรคซึมเศร้า ติดยาเสพติด และการเจ็บป่วยทางกายอย่างไรก็ตาม การฆ่าตัวตายสามารถป้องกันได้ และโรคซึมเศร้า ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้เช่นกัน ดังนั้น สิ่งที่สำคัญคือวิธีการป้องกันและวิธีการดูแลรักษา หากเป็นโรคซึมเศร้า

โดยวิธีการป้องกันการฆ่าตัวตาย เช่น พยายามหาสิ่งยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ สร้างความมั่นคงให้กับจิตใจ ฝึกทักษะในการแก้ปัญหาชีวิต ปัญหาส่วนตัว ความขัดแย้งต่าง ๆ ซึ่งครอบครัวจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดการฆ่าตัวตายได้

น้ำเชอรี่ ทำให้นอนหลับ

 

ใครก็ตามที่ดื่มน้ำเชอรี่วันละ 2 แก้วจะช่วยลดอาการง่วงนอนในเวลากลางวันลง และสามารถนอนหลับสนิทได้ยาวนานขึ้น 39 นาที เมื่อเปรียบเทียบกับการนอนหลับตามปกติ

นักวิจัยพบว่า เชอรี่พันธุ์มอนต์โมเรนซี ที่มีความเปรี้ยวมากกว่าเชอรี่ปกติ จะช่วยเพิ่มสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นสารที่มีความสำคัญต่อการนอนหลับในร่างกายมากขึ้นกว่าเดิม

อาสาสมัครทั้งหมด 20 คน ได้รับน้ำเชอรี่วันละ 30 มิลลิลิตร ผสมกับน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้อื่นๆ ครึ่งไพนท์ เมื่อตื่นนอนและก่อนเข้านอน เป็นเวลาต่อเนื่องกัน 7 วัน

คณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทฮัมเบรีย ตีพิมพ์ข้อค้นพบนี้ลงในวารสาร “European Journal of Nutrition” โดยทำการวิจัยพฤติกรรมการนอนหลับของอาสาสมัครด้วยเครื่องวัดการนอนหลับ

 


พวกเขาพบว่า ผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ได้รับน้ำเชอรี่อย่างน้อยวันละ 2 แก้ว จะนอนหลับสนิทได้นานขึ้น และมีอาการง่วงในเวลากลางวันลดลง พัฒนาสัดส่วนการนอนอย่างมีสุขภาพขึ้น 6% จากปกติ

เจสัน เอลลิส ผู้วิจัยเผยว่า เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ร่างกายจะผลิตสารเมลาโทนินเพื่อช่วยให้เรานอนหลับ และน้ำเชอรี่จะช่วยเพิ่มสารตัวนี้ เพื่อช่วยให้นาฬิกาของร่ายกายเราทำงานได้ดีขึ้น

เขากล่าวว่า น้ำเชอรี่จะช่วยผู้ที่มีอาการเจ็ตแล็ก หรือเพิ่งทำงานกะดึกเสร็จ สามารถปรับตัวเข้ากับเวลาของร่างกายตามธรรมชาติได้ดีขึ้น

น้ำมันอะโรมาเธอราพี อาจแฝงอันตราย

น้ำมันหอมระเหย

นักวิจัยไต้หวันเตือน น้ำมันหอมระเหย มีการทำปฏิกิริยากับอากาศ ทำให้เกิดละอองที่สร้างความระคายเคืองแก่ดวงตา จมูก และลำคอ รวมทั้งทำให้เกิดอาการปวดหัว คลื่นไส้ และทำลายตับกับไตได้ ขณะที่แพทย์ไทยแนะให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม

สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ นักวิจัยได้ศึกษาขนาดและปริมาณของละอองที่เกิดขึ้นเมื่อคนเข้ารับการนวดตามสปาต่าง ๆ โดยพบว่า น้ำมันหอมระเหยเหล่านี้สกัดจากลาเวนเดอร์ ต้นชา ยูคาลิปตัส และเปปเปอร์มินต์ ซึ่งเชื่อกันว่าน้ำมันพวกนี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ทำให้ผิวดี เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยให้นอนหลับ แต่นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และวิทยาศาสตร์เจียหนานในไต้หวัน เตือนว่า ไม่ควรมองข้ามผลเสียของน้ำมันเหล่านี้ด้วย

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Engineering Science ได้วัดปริมาณของละอองเหล่านี้เมื่อมีการใช้น้ำมันถูนวดในสปา 2 แห่งในไต้หวัน และพบว่า น้ำมันที่ทำให้เกิดละอองดังกล่าวเป็นจำนวนมากที่สุด คือ น้ำมันจากลาเวนเดอร์ ต้นชา เปปเปอร์มินต์ มะนาว และยูคาลิปตัส ซ้ำยังมีการพบด้วยว่า น้ำมันอะโรมาทำให้ผู้ป่วยโรคปอดและผู้ป่วยโรคหอบหืดมีอาการกำเริบ

นอกจากนี้ บรรดานางพยาบาลยังรายงานด้วยว่า คนที่ใช้น้ำมันเหล่านี้ในการอาบน้ำหรือทาผิวหนังในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ผิวไหม้และเกิดผื่นได้

สปา

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.สมเกียรติ ศิริรัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เนื่องจากยังไม่เคยได้รับข้อมูลดังกล่าว แต่คาดว่าในน้ำมันหอมระเหยนั้น อาจจะมีสมุนไพรที่ไม่แท้ผสมอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อนำไปใช้จึงทำให้เกิดการระคายเคืองได้ โดยเฉพาะกลิ่นน้ำหอมที่สกัดมาจากสารสังเคราะห์

คุณหมอกล่าวต่อว่า น้ำมันที่ใช้ในร้านสปานั้นประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ

 1.น้ำมันที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ ซึ่งใช้เป็นตัวละลายน้ำหอม และไม่ทำให้เกิดอาการแพ้เพราะเป็นน้ำมันที่สกัดมาจากธรรมชาติ

 2.กลิ่นน้ำหอมที่เป็นสารสกัด ซึ่งบางคนอาจเกิดอาการแพ้จากกลิ่นน้ำหอมเหล่านี้ จึงทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน หรืออาการระคายเคืองต่าง ๆ

พูดง่าย ๆ ว่าอาการแพ้ดังกล่าวนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับสารพิษ หรือสารตกค้างในน้ำมันหอมระเหย แต่อาการแพ้นั้นขึ้นอยู่กับสภาพผิว และปฏิกิริยาตอบสนองของกลิ่นน้ำหอมที่แต่ละคนได้รับมากกว่า ซึ่งไม่สามารถระบุได้ว่ากลิ่นน้ำหอมใดที่ทำให้แพ้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้ใช้บริการนั้น ต้องสำรวจตัวเองว่ามีอาการแพ้น้ำหอมกลิ่นใด หากทราบถึงสาเหตุ หรือมีอาการคันและมีผื่นแดงขึ้นก็ควรหยุดใช้ทันที

ในส่วนของผู้ให้บริการนั้นก็ควรใช้น้ำมันหอมระเหยในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรเกิน 30 มิลลิกรัม และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมละเหยจากบริษัทที่เชื่อได้ และได้รับอนุญาตถูกต้องให้ผลิต สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้หรือโรคประจำตัว เช่น โรคผิวหนัง โรคทางเดินหายใจ ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้บริการ

สูตรถอนพิษเหล้าฉบับอินเตอร์

   ไล่อาการแฮงจากปาร์ตี้สุดเหวี่ยงเมื่อคืน ด้วยกลเม็ดเด็ดพรายจากฟากฝั่งยุโรปไปดูกันว่า แต่ละชาติแถวๆ นั้นเขาจะมีตัวช่วยในการสร่างเมาอย่างไรบ้าง เผื่อว่าคุณจะได้เลือกมาใช้สักวิธี


ของเด็ด: ซุปผ้าขี้ริ้ว
ต้นตำรับ: บูคาเรสต์ ฮังการี
สรรพคุณ: ของอย่างนี้คงหากินไม่ได้จากร้านอาหารไฮโซแน่ๆ “นี่เป็นโปรตีนไขมันต่ำชนิดหนึ่งที่มีเกลือและของเหลวที่ช่วยเติมน้ำให้ร่างกายหลังจากคืนอันหนักหน่วง” แคท คอลลินส์ หัวหน้านักโภชนาการที่โรงพยาบาลเซนต์จอร์จในลอนดอนแนะนำไว้
หาได้จาก: สบายมากสำหรับบ้านเรา ที่ร้านอาหารอีสานหรือร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อไงล่ะ


ของเด็ด: โยเกิร์ตกระเทียม
ต้นตำรับ: ฮิสตันบูล ตุรกี
สรรพคุณ: “แคลเซียมและโปรตีนในโยเกิร์ตช่วยบำรุงตับไตไส้พุงให้ดีขึ้นหลังจากร่ำสุรามาทั้งคืน ส่วนแอลจินีนในกระเทียมจะช่วยเร่งการฟื้นตัวและการหมุนเวียนโลหิต” แอนดรูว์ เออร์วีน ผู้เขียนหนังสือ How to Cure a Hangover แนะนำไว้ “เอาไว้ช่วยไล่อาการเมาค้างจากปาร์ตี้สุดเหวี่ยง ทั้งหลายนี่ล่ะ”
หาได้จาก: ในครัวนี่เอง โดยผสมโยเกิร์ตธรรมชาติ 200 มิลลิลิตร กับกระเทียมบุบสดๆ สัก 2 กลีบ


ของเด็ด: ปลาเฮริงดองกับมัสตาร์ด
ต้นตำรับ: มิวนิก เยอรมนี
สรรพคุณ: “มัสตาร์ดมีสรรพคุณเหมือนยาชา ที่ช่วยให้กระเพาะผ่อนคลาย ส่วนเกลือในปลาเฮริงจะช่วยชดเชยแร่ธาตุที่สูญเสียไป” คอลลินส์บอกไว้
หาได้จาก: ปลาเฮริงของ Rollmap และผงมัสตาร์ดของ Colman ลองหาดูตามซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วไป


ของเด็ด: น้ำของหมักดอง
ต้นตำรับ: มอสโก รัสเซีย
สรรพคุณ: “กระบวนการหมักดองทำให้เกิดแบคทีเรียโปรไบโอติก ซึ่งช่วยปลอบประโลมกระเพาะคุณ และทำให้เกิดวิตามินบี 12 ซึ่งช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบโลหิตและตับ” คอลลินส์กล่าว
หาได้จาก: “เลือกชนิดที่ออกหวานสักหนอ่ย เพราะจะมีคาร์โบไฮเดรตซึ่งช่วยส่งเสริมการทำงานของตับ” คอลลินส์แนะนำ ถ้าอย่างนั้นผักดองกระป๋องทั้งหลาย ก็น่าจะเวิร์ก…


ของเด็ด: วอดก้าทำจากสมุนไพร รสขม
ต้นตำรับ: ลูบลิน โปแลนด์ตะวันออก
สรรพคุณ: สมุนไพรรสหวานปนขมในเหล้าตำรับโปแลนด์นี่ล่ะ ที่ช่วยถอนพิษเมาค้างได้ “ที่จริงแอลกอฮอล์ก็ช่วยสร้างเมาในตัวมันเองอยู่แล้ว แต่สมุนไพรที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากอย่างอบเชย สน และนัตเม็กจะยิ่งเข้าไปช่วยเสริมกระบวนการรักษาให้ได้ผลดียิ่งขึ้น”อย่างนี้คงต้องลองดูบ้างแล้ว

หาได้จาก: stockspirits.com ขวดละประมาณ 840 บาท


ของเด็ด: อบซาวน่าแล้วเอากิ่งเบิร์ชฟาดตามตัวไปด้วย
ต้นตำรับ: เฮลชิงกิ ฟินแลนด์
สรรพคุณ: เตรียมขยายรูขุมขนรับศึกได้ “เส้นเลือดของคุณจะขยายตัวเพื่อทำให้ร่างกายเย็นลง ดังนั้นคุณจึงได้ระบายแอลกอฮอล์ออกมาได้เร็วขึ้นซึ่งเป็นผลพลอยได้” เออร์วินบอกไว้ ส่วนการฟาดด้วยกิ่งเบิร์ชจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตได้
หาได้จาก: สปาหรือฟิตเนสใกล้บ้าน