Archive for the ‘ความรู้ทั่วไป’ Category

ยุงชอบกัดใคร-ทำอย่างไรหลังถูกกัด

นั่ง อยู่หลายคนแต่ทำไมยุงรุมกัดเฉพาะบางคน ข้อสงสัยนี้กลายเป็นประเด็นที่มีการทำวิจัยจนได้ข้อสรุปว่า ยุงชอบกัดคนที่เหงื่อออกมาก ซึ่งทำให้กลิ่นตัวเปรี้ยว โดยยุงสามารถได้กลิ่นดังกล่าวไกลถึง 30 เมตร

นอกจากนี้ ยุงยังมักจะบินไปกัดคนที่ปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการเผาผลาญของ ร่างกายออกมามาก ซึ่งมักจะเป็นคนที่หายใจแรง คนตัวใหญ่ รวมถึงคนท้อง ขณะที่คนตัวอุ่นๆ และตัวร้อน ส่งผลให้อุณหภูมิบริเวณผิวหนังสูง ก็เป็นปัจจัยดึงดูดยุงได้เช่นกัน

ส่วนสาเหตุที่ยุงกัดแล้วคัน เนื่องจากระหว่างที่ยุงแทงปากลงที่ผิวและดูดเลือดนั้น ยุงจะปล่อยของเหลวที่ทำปฏิกิริยาป้องกันเลือดแข็งตัวออกมาเพื่อให้ดูดเลือด ได้ง่าย ของเหลวหรือที่คนมักเรียก น้ำลายยุง นั้นจะทำให้บางคนเกิดอาการแพ้จึงรู้สึกคัน ผิวบริเวณที่ถูกกัดเป็นตุ่ม บวม และแดง

วิธีแก้คันและป้องกันการเกิดแผลบวมแดง ให้รีบล้างน้ำและถูสบู่บริเวณที่ถูกกัด แล้วใช้ผ้าเย็นหรือเจลเย็นประคบลดบวมและรอยแดง หากยังคันให้ใช้วิธีลูบเบาๆ หลีกเลี่ยงการเกา เพราะสิ่งสกปรกในเล็บอาจทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียกลายเป็นแผลอักเสบไปกันใหญ่.

 

สูตรสมุนไพรแก้ปวดเมื่อยคอ

อาการตกหมอนหรือคอเคล็ด ถึงแม้จะดูเป็นเรื่องไม่รุนแรงนัก แต่ก็ไม่ควรละเลย เพราะเวลานอนถือว่าเป็นเวลาพักผ่อนที่มีค่ายิ่งของคนเรา นอกจากการได้นอนหลับลึกหลับสนิท ตามแบบฉบับของชีวจิตแล้ว การที่เราจะตื่นขึ้นมาเจอเช้าวันใหม่ที่สดใส โดยปราศจากความปวดเมื่อย ก็เป็นอีกเรื่องที่ดีไม่น้อยใช่ไหมคะ หากคุณเคยมีประสบการณ์นอนตกหมอน คงรู้ซึ้งถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี แต่อย่าเพิ่งกังวลใจไปค่ะ เพราะเรามีวิธีธรรมชาติบำบัดอาการปวดคอ เหตุจากนอนตกหมอนมาฝากกัน แต่ก่อนอื่นเราควรรู้วิธีป้องกันไว้ก่อนดังนี้ค่ะ

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

เปลี่ยนหมอนหนุนให้เหมาะสม ไม่สูงหรือเตี้ยเกินไป ทดลองนอนดู ควรใช้หมอนที่มีความยืดหยุ่นเหมาะสม รับกับต้นคอพอดี หรืออาจจะใช้หมอนหนุนเฉพาะคอ ไม่หนุนศีรษะ หมอนดังกล่าวนี้อาจจะหาซื้อได้ หรือใช้หมอนข้างอันเล็กๆ มาหนุนแทน หมอนพิเศษนี้จะทำให้ศีรษะอยู่ในท่าพักตลอดเวลาที่เรานอน
สำรวจท่านอนที่ถูกลักษณะ สังเกตท่านอนที่เป็นธรรมชาติที่สุด ทั้งท่านอนหงายและท่านอนตะแคง ถ้าปกติคุณนอนคว่ำ ลองเปลี่ยนท่าเป็นนอนหงายบ้าง เพราะอาการตกหมอนมักจะเกิดได้ ในเวลาที่เราหลับสนิทอยู่ในท่าเดียวนานเกินไปได้
ปรับอิริยาบถให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะยืนหรือนั่ง พยายามให้หู ไหล่ และสะโพกอยู่ในแนวเดียวกัน เพราะอาการปวดคอส่วนใหญ่ เกิดจากท่าทางที่ไม่ถูกต้อง ทำให้กล้ามเนื้อเกิดความตึงเครียด เช่น ถ้าต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ปรับจอให้พอดี โดยคุณไม่ต้องก้มหน้า หรือเงยหน้าตลอดเวลาที่ใช้งานอยู่
อย่าหนีบหูโทรศัพท์ไว้ตรงซอกคอ เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอของคุณ อ่อนล้าและคอเคล็ดได้ ถ้าต้องคุยโทรศัพท์บ่อยๆ ควรใช้หูฟังแทน
หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง ซึ่งมีส่วนทำให้คุณปวดคอได้ จากการที่กระดูกสันหลังต้องกระดกขึ้น ส่งผลให้คอของคุณยื่นไปด้านหน้า
ผ่อนคลายก่อนเข้านอน การเข้านอนในขณะที่ยังมี ความเครียดอยู่ เมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้า อาจทำให้ปวดต้นคอได้ ดังนั้น ก่อนเข้านอนควรอาบน้ำให้สะอาด ผ่อนคลายด้วยการหายใจเข้าหายใจออกลึกๆ เมื่อร่างกายเริ่มสบายขึ้นก็เข้านอนได้ แต่ถ้ามีการตกหมอนแล้วจะทำอย่างไร เรามีวิธีง่ายๆ ที่คุณสามารถทำเองได้มาแนะนำค่ะ

สมุนไพรแก้ปวดเมื่อยคอ

อาการปวดเมื่อยคอ ที่เกิดจากการนอนตกหมอน หรือภาวะความเครียด สามารถใช้สมุนไพรที่ออกฤทธิ์ผ่อนคลายช่วยได้ นอกจากการใช้สมุนไพรธรรมชาติ จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยแล้ว ยังช่วยปรับความสมดุลของร่างกาย เพื่อแก้ไขความเจ็บป่วยของอวัยวะต่างๆ ได้อย่างดี เริ่มต้นด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งดังต่อไปนี้

ใช้ใบพลับพลึงลนไฟให้ร้อนจนใบนิ่ม นำมาพันบริเวณที่ปวดคอ ทำวันละ 1-2 ครั้ง ด้วยสรรพคุณทางยาของใบพลับพลึง จึงช่วยแก้อาการปวดเมื่อยและเคล็ดขัดยอกได้
ใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันงาทาถูนวดเบาๆ บริเวณที่ปวดนานประมาณ 15 นาที เพื่อให้น้ำมันซึมเข้าไปในผิวหนังได้มากที่สุด ทาวันละ 3 – 4 ครั้ง
นอนแช่น้ำอุ่นที่ผสมน้ำชาจากโรสแมรี่หรือลาเวนเดอร์ (แต่ห้ามใช้โรสแมรี่ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์)
ก่อนนอน ลองดื่มน้ำชาคาโมไมล์ เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียดได้เช่นกัน

ประคบร้อนบรรเทาปวด

วิธีการประบด้วยความร้อน จะช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคอได้ นอกจากจะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว และลดอาการปวดได้แล้ว ความร้อนยังทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณคอมากขึ้น จึงช่วยทำให้อาการปวดคอหายเร็วขึ้นได้ เริ่มจาก

1.
แช่ผ้าขนหนูลงในอ่างน้ำร้อน (ไม่ถึงกับเดือด) พับทบแล้วบิดหมาดๆ
2.
คลี่ผ้าออกวางพาดไหล่และคอ หรือประคบตรงตำแหน่งที่ปวด คลุมด้วยผ้าแห้งอีกชั้น แล้วทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที ทำวันละ 2-3 ครั้ง ทั้งนี้ วิธีดังกล่าวอาจเปลี่ยนมาใช้กระเป๋าน้ำร้อนแทนได้เช่นกัน

ท่าบริหารคออย่างง่าย

บริหารคอตามขั้นตอนต่อไปนี้ จะช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยคอได้ โดยนั่งให้สบายบนเก้าอี้ หายใจช้าๆ และสม่ำเสมอ ทำตามแต่ละท่าซ้ำ 6 รอบ ก่อนบริหารท่าถัดไป

1.
ก้มและเงยศีรษะ ค่อย ๆ ก้มหน้าให้คางจรดกับอก แล้วเงยกลับขึ้นช้าๆ ให้มากที่สุด
2.
ตะแคงซ้ายขวา หน้าตรงค่อยๆ ตะแคงซ้ายจนหูจรดไหล่ซ้าย โดยไม่ยกหรือเอียงไหล่ แล้วตะแคงขวาในลักษณะเดียวกัน
3.
หันหน้าซ้ายขวา หมุนศีรษะหันหน้าไปทางซ้ายช้าๆ โดยให้ปลายคางอยู่ในแนวเดียวกับไหล่ แล้วหมุนกลับมาด้านขวาช้าๆ

ที่สำคัญ ท่าบริหารคอทั้งสามท่านี้ ควรเริ่มต้นโดยเคลื่อนไหวช้าๆ และระมัดระวัง อย่าหักโหม และหากมีอาการปวดมากๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และรักษาให้ถูกต้อง แล้วอาการปวดคอจะไม่เป็นเหตุ ทำให้คุณต้องเดินคอแข็งทั้งวัน เหมือนนายวัฒน์กันอีกต่อไปค่ะ

แก้ปวดฟันด้วยวิธีธรรมชาติ

อาการปวดฟัน (Toothaches) ส่วนใหญ่มีผลมาจากฟันผุ ซึ่งในระยะเริ่มแรกจะมีลักษณะเสียวฟัน ก่อนที่อาการปวดจะลามไปที่บริเวณใต้คางและศีรษะต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกินของเย็น ของร้อน หรือของหวาน เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องปาก ปล่อยกรดออกมาทำลายเคลือบฟัน และชอนไชเข้าไปจนถึงเนื้อเยื่อส่วนที่นิ่มภายใน ซึ่งมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก บวกกับในโพรงประสาทฟันมีเนื้อที่จำกัด จึงทำให้เกิดการอักเสบและบวม

เมื่อเกิดอาการบวม จะทำให้เส้นประสาทถูกกด รวมทั้งเกิดการปิดกั้นช่องทางเปิดปลายรากฟัน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก จึงไม่สามารถนำออกซิเจนมาเลี้ยงฟันได้ จนทำให้เกิดอาการปวดฟันที่รุนแรง และในที่สุดเนื้อฟันก็จะตาย เมื่อถึงตอนนั้นอาการปวดก็จะหายไป อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นหนองบริเวณปลายรากฟันอาการปวดอาจกลับมาอีก แต่ลักษณะการปวดจะเป็นแบบตื้อๆ และสามารถระบุตำแหน่งได้ชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ อาการปวดฟันอาจเกิดจากวัสดุอุดฟันหลุดไป ฟันร้าวหรือแตกจนถึงชั้นเนื้อฟันและโพรงประสาทฟัน การนอนกัดฟัน (bruxism) ปวดเนื่องจากมีฟันคุด และเหงือกอักเสบ (gingivitis) ซึ่งจะทำให้เหงือกร่น และรากฟันบางส่วนโผล่ขึ้นมา ส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟันและปวดฟันได้ แต่บางคนที่มีสุขภาพฟันดี ก็อาจมีความไวมากเป็นพิเศษ ต่อของร้อนหรือของเย็นได้

วิธีลดอาการปวดฟัน

ถ้าคุณอยากหายทรมานจากอาการปวดฟันแล้วล่ะก็ ลองปฏิบัติตามคำแนะนำง่ายๆ ต่อไปนี้ดูสิคะ

1.
เมื่อมีอาการปวดฟัน ให้ประคบด้านข้างของใบหน้าซีกที่ปวดฟันด้วยน้ำอุ่น
2.
ในกรณีที่อาการปวดฟันมีลักษณะปวดตุบๆ ที่อาจเกิดจากการติดเชื้อ ให้ประคบที่ด้านข้างของใบหน้าด้วยน้ำแข็งประมาณ 5-10 นาที ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ความเย็นจะช่วยลดทั้งอาการปวดและบวม
3.
ถ้ามีอาการเสียวฟันง่าย ให้ใช้โซดาไฟ หรือแปรงฟันด้วยยาสีฟันสูตรสำหรับแก้เสียวฟัน
4.
เมื่อต้องอยู่ในที่ที่อากาศเย็น หรือในช่วงฤดูหนาว สามารถป้องกันอาการเสียวฟัน หรืออาการปวดฟันจากอากาศเย็นได้ โดยปิดปากด้วยผ้าพันคอ
5.
เลี่ยงอาหารที่ร้อนจัด เย็นจัด และหวานจัด โดยเฉพาะชา กาแฟ และไอศกรีม เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้มีอาการ งดอาหารที่แข็งจนต้องใช้วิธีกัดกิน เช่น แครอท แอปเปิ้ล ฝรั่ง ที่ยังไม่สุก เพราะการขบกัดฟันแรงๆ กับวัตถุแข็งๆ จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดฟัน และในกรณีที่อุดฟัน ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง เพราะจะทำให้สารที่อุดฟันไว้ หลุดออกมาง่ายขึ้น

นวดกดจุด ลดอาการปวด 

หลายคนคงคุ้นเคยกับการนวดกดจุดตามร่างกาย ทั้งฝ่าเท้า ฝ่ามือ และศีรษะดีแล้วใช่ไหมคะ คราวนี้เราลองมานวดกดจุด เพื่อบรรเทาอาการปวดฟันกันดีกว่า

1.
นวดคลึงเบาๆ ที่แก้มบริเวณเหนือฟันที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ชั่วคราว
2.
ใช้น้ำแข็งก้อนเล็กๆ กดและถูบริเวณง่ามมือ ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ หรือใช้มืออีกข้างนวดบริเวณเดียวกันนี้ จะช่วยลดอาการปวดฟันได้ชั่วคราว
3.
สำหรับคนที่ปวดบริเวณกรามล่าง ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดบริเวณกระดูกขากรรไกรที่รองรับฟันล่าง ส่วนคนที่ปวดบริเวณกรามบน ให้วางนิ้วหัวแม่มือตรงบริเวณส่วนกลางของหู แล้วลากนิ้วไปทางด้านหน้า จนกระทั่งถึงรอยบุ๋มใต้กระดูกประมาณ 1 นิ้วบริเวณหน้าใบหู จากนั้นกดแรงๆ ประมาณ 10 นาที

สมุนไพรบรรเทาปวด

บางคนพึ่งยาสารพัดชนิด ทั้งกิน ทั้งทา แต่พอหมดฤทธิ์ยาแล้ว อาการปวดฟันก็กลับมาสำแดงเดชอีกครั้ง ลองมาสยบอาการปวด ด้วยฤทธิ์ยาทางธรรมชาติของสมุนไพรเหล่านี้ดีกว่าค่ะ

ว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณในการทำลายเชื้อโรค และสลายพิษ (Neutralization) ของเชื้อโรค โดยหั่นว่านหางจระเข้เป็นชิ้นๆ ความยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร เหน็บไว้ที่ซอกฟัน ใช้ฟันขบให้อยู่บริเวณที่ปวด หรือใช้ไม้พันสำลีจุ่มน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ ป้ายตรงบริเวณที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว
น้ำมันละหุ่ง ทาน้ำมันละหุ่งบริเวณแก้มข้างที่ปวดฟัน และใช้พลาสเตอร์ยาปิดไว้ แล้วใช้ผ้าขนหนูอุ่นๆ หรือแผ่นประคบบริเวณที่มีอาการปวด จากนั้นนอนพักอย่างน้อย 20 นาที น้ำมันละหุ่งมีสรรพคุณในการระงับปวดได้ดี โดยจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ที่ไปคั่งอยู่กับเชื้อจุลินทรีย์ ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อ หรือกับสารที่ทำให้เกิดอาการปวด เช่น ไซโตไคเนส (cytokines) ในกรณีที่ปวดรากฟัน
น้ำมันกานพลู มีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดฟันได้ดีที่สุดชนิดหนึ่ง บางครั้งหมอฟันจะใช้น้ำมันกานพลูแทนยาที่มีฤทธิ์แรงกว่า เช่น Novocain โดยทาน้ำมันกานพลูบริเวณที่ปวดในช่องปากได้โดยตรง (หากน้ำมันกานพลูเข้มข้นเกินไป อาจทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำมันมะกอก) นอกจากนี้ อาจใช้วิธีอมกานพลูทั้งชิ้นไว้ในปากบริเวณที่ปวดก็ได้ จะทำให้รู้สึกชาอย่างรวดเร็ว และอยู่นานกว่า 90 นาที หรือนำดอกกานพลูมาทุบแช่น้ำเหล้าขาว แล้วใช้สำลีอุดฟันซี่ที่ปวด
น้ำมันกระเทียม ใช้สำลีชุบน้ำมันกระเทียมทาบริเวณที่ปวดฟัน จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เหมือนกัน
ดาวเรือง ใช้ดอกแห้งประมาณ 7-8 ดอก ต้มกับน้ำสะอาดในประมาณที่พอเหมาะ ดื่มเป็นน้ำสมุนไพรทั้งวัน เพื่อแก้อาการปวดฟัน
ผักบุ้งนา นำรากสดของผักบุ้งนาประมาณ 10 กรัม ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำส้มสายชู อมไว้ประมาณ 5 นาที แล้วบ้วนออกด้วยน้ำสะอาด
มะระ นำรากสดของมะระมาตำพอแหลก แล้วพอกฟันซี่ที่ปวด โดยใช้ลิ้นกดไว้สักครู่ใหญ่ๆ
กุยช่าย ในกรณีที่ปวดฟันเพราะแมงกิน ฟัน ให้นำเมล็ดกุยช่ายมาคั่วให้เกรียมดำ จากนั้นนำมาบดให้ละเอียด ละลายน้ำมันยางแล้วชุบสำลี ยัดในฟันที่เป็นรูโพรง ทิ้งไว้ 1 คืน จะสามารถฆ่าตัวแมงที่กินฟันได้

Tip

เมื่อใช้ยาสมุนไพรจนอาการปวดฟันบรรเทาแล้ว ควรไปพบทันตแพทย์
ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินบดอุดบริเวณฟันที่ปวด เพราะจะทำให้เกิดแผลไหม้ที่เหงือก และเป็นอันตรายต่อเคลือบฟันได้
ถ้ามีอาการปวดบวมเมื่อเคี้ยวอาหาร หรือเหงือกแดงผิดปกติ มีเลือดออก แสดงว่าติดเชื้อ หรือถ้าปวดฟันและมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

หลักคิดในการออกแบบจัดสวน ด้วยตัวเอง

หลักคิดในการออกแบบจัดสวน ด้วยตัวเอง
การจัดสวน ไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลัง สำหรับคนไทยทั่วไป ที่ส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากเกษตรกรรม คนไทยอยู่กับสวน ไร่ นา มาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ การปลูกต้นไม้ จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา สำหรับคนไทย 

ส่วนการจัดสวนนั้น ก็ต้องเอาจินตนาการด้านศิลป ความสวยงาม เข้ามาร่วม ซึ่งคนไทยทั่วไป ก็มีวัฒนธรรม ประเพณี ที่สวยงาม ประจำชาติอยู่แล้ว ทุกอย่างมันซึมซับ อยู่ในหัว อยู่ในจิตวิญญาณ ของเรา

ทีนี้ การจัดสวน แค่เรารู้เทคนิควิธีการ หรือหลักการเบื้องต้น เราก็สามารถ นำไปทำได้เอง จากพื้นฐานที่เรามีอยู่ในตัวนั่นเอง เทคนิคต่างๆก็ไม่ยากอะไร  ตอนก่อนๆนี้ ผมก็ได้ให้ความรู้ เป็นพื้นฐานไปหลายตอนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของต้นไม้ ไม้ประดับ และการจัดสวนแบบต่างๆ ซึ่งคิดว่า น่าจะเป็นพื้นฐานการจัดสวนได้พอสมควรแล้ว ก็เลยมาให้แนวคิด วิธีการจัดสวน แบบง่ายๆกัน ส่วนเรื่องราว และรายละเอียด ในการจัดสวน อย่างอื่น ก็จะทะยอยเขียนลงมาเรื่อยๆ สลับกันไปนะครับ 


เรามาดูเรื่องการจัดสวนกันเลยดีกว่า ว่าหลักการและแนวคิด มีอะไรกันบ้าง

1. สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต 

สวนไม่ได้ประกอบด้วยต้นไม้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีส่วนประกอบอื่นๆร่วมด้วย เป็นสิ่งของที่ทั้งประดับอย่างเดียว หรือใช้งานได้ด้วย ดังนั้น การจัดสวน ต้องพิจารณาส่วนประกอบของสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต  ให้มาจัดรวมกันได้อย่างลงตัว  กลมกลืนกัน  สิ่งมีชีวิต ได้แก่ ต้นไม้ ดอกไม้ พันธุ์พืช หรือแม้กระทั่งรวมไปถึงสัตว์เลี้ยงต่างๆ เช่นเลี้ยงนก ก็ต้องมีกรงนก อยู่คู่กัน (แต่ผมไม่ส่งเสริมให้เลี้ยงนกครับ ไปกักขังเขา ผมจะเชียร์ให้เลี้ยงนกแบบธรรมชาติ ไม่ต้องขัง ให้มันมีอิสระของมัน เราหาต้นไม้ที่มีลูก มีผลเป็นอาหารของนกมาปลูก นกต่างๆมันก็จะมาให้เราดูเอง หรือถ้าเราสร้างรังให้มันได้ มันก็จะอยู่ในสวนของเรานี่แหละ ไม่บินไปไหนไกล บางบ้านเขาเลี้ยงกระรอกจนเชื่อง ต่อมาก็ปล่อยมัน มันก็ไม่ไปไหนไกล เวลามีผลไม้มาให้ มันก็วิ่งลงมากินกับมือ) ส่วนสิ่งไม่มีชีวิตได้แก่ เก้าอี้นั่ง ร่มสนาม ซุ้มต้นไม้ ศาลา ทางเดิน เครื่องปั้นดินเผา และรูปปั้นต่างๆ 
เป็นต้น

 
ทั้งสองประเภทนี้ เราต้องเลือกมาใช้ให้เหมาะสมกลมกลืนกัน มันถึงจะสวยงาม แต่ใครมีมีหัวศิลป์ มากน้อยแค่ไหน คงจะไม่เหมือนกัน แต่สวนที่ได้ ก็มีความภาคภูมิใจของผู้ทำอยู่ด้วยเสมอ

2. ออกแบบพื้นที่สวนให้ใช้สอยได้หลากหลาย

การจัดสวน นอกจากความสวยงาม สิ่งที่สำคัญอีกอย่าง คือประโยชน์ใช้สอย ที่เราจะผสมลงไปในพื้นที่ของสวน ทำให้เราได้รับประโยชน์จากมันได้เต็มที่ ไม่ใช่มีไว้ดูเป็นอาหารตาเพียงอย่างเดียว การจัดสวนให้มีพื้นที่สนามหญ้าโล่งๆบ้าง ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะสนามหญ้าโล่งๆ สามารถนำมาดัดแปลงใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น เป็นสถานที่ออกกำลังกาย เดินเล่น จัดงานเลี้ยง เป็นต้น 
ถ้าพื้นที่เล็กๆ ก็ควรมีที่นั่งเล่น เป็นชุดโต๊ะ เก้าอี้ หรือศาลานั่งเล่น จะเย็นสบาย ได้สัมผัสธรรมชาติ มากกว่าการนอนเล่นดูทีวี อยู๋ในห้องนั่งเล่นเพียงอย่างเดียว หรือถ้าพื้นที่ใหญ่มากๆ ก็น่าทำทางจ๊อกกิ้งรอบๆบ้านไปเลย สะดวกปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง
3. ดูแลสวนให้ดูสวยงาม และใช้งานได้ตลอดทั้งปี 

เนื่องจากส่วนที่เป็นสิ่งมีชีวิตของสวน จะมีการเปลี่ยนแปลงไปได้บ้างตามธรรมชาติ สวนบางส่วนอาจสวยงามบางฤดูเท่านั้น  เพราะปลูกต้นไม้ที่ให้ดอกที่สวยงามในบางฤดู  หรือสวนที่มีสระน้ำ อาจมีน้ำแห้งในฤดูแล้งได้  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น 
สวน ถ้าไม่ดูแล ต้นไม้มันก็จะโทรมบ้าง ตายบ้าง ไม่เข้ารูป เข้ารอย 




ถ้าต้องการให้สวนสวยงามและใช้งานได้ตลอดทั้งปี เราจึงต้องหมั่นดูแลอยู่เสมอ คอยสังเกตุความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ถ้าจะพูดให้ชัดๆ ก็ต้องบอกว่าต้องใช้ “ใจ” ในการดูแล หรือบางคน ก็จะพูดว่า “สวนจะสวยด้วยเงาของเจ้าของ”  คือเราต้องดูแลอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง (อย่างผมนี่ เพิ่งจัดสวน ปลูกหญ้าไปหยกๆ เผลอหน่อยเดียวหญ้าตาย เพราะขาดน้ำ เนื่องจากหมดฝนพอดี ก่อนหน้านี้ อาศัยน้ำจากฟ้ามากกว่า)  การดูแลสวน จึงต้องให้ทั่วถึงราวกับว่าเป็นห้องๆหนึ่งในบ้านคุณ เลยทีเดียว 




4. ออกแบบสวนให้ง่าย 

สวนที่ดีควรจะต้องออกแบบให้ง่าย สะดวกแก่การเปลี่ยนแปลง ใช้งานง่าย รวมไปถึงง่ายแก่การดูแลด้วย ง่ายอย่างแรกคือจัดง่าย ปลูกง่าย อย่าเลือกต้นไม้ที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ ถ้าคุณไม่มีเวลามากพอ เช่นพวกไม้ดัด บอนไซ ต้องคอยดูแล ตัดแต่ง ควบคุมน้ำ   

การใช้ไม้ประดับและพันธุ์ ที่หลากหลาย ดูสวยประทับใจ แต่ถ้าดูแลเอง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
การตัดแต่งรูปทรง ก็ใช้เวลาการการบำรุงรักษามากๆ ทีเดียว
ไม่เพียงต้นไม้ สื่งที่ไม่มีชีวิต ก็ต้องการดูแลด้วยเช่นกัน
การเลือกต้นไม้ที่ทนทาน เพียง 2-3 ชนิด แต่ต่างรูปทรง ก็ทำสวนให้สวยได้ 


ง่ายต่อการดูแล เช่นหรือการจัดสวนหิน กับไม้ทะเลทรายก็ไม่ต้องดูแลมาก แต่อย่าใช้ร่วมกับไม้ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เช่นไผ่ที่ใบร่วง ก็จะเก็บกวาด ทำความสะอาดลำบาก   หรือการทำกรวดทางเดิน แบบญี่ปุ่น ก็ต้องเลือกกรวดสีเข้ม ถ้าเป็นกรวดสีขาว มันสวยแต่แรกๆ ไม่ทันไรก็ดำ แล้วเราจะมีเวลาไปนั่งขัดหรือ 





5. อย่าฝืนธรรมชาติ 

ส่วนที่เป็นสิ่งมีชีวิต ต้องมีความรู้พอสมควร ในเรื่องคุณสมบัติ หรือนิสัยของต้นไม้มัน ว่ามันชอบอะไร อยู่อย่างไร อยู่ร่มหรืออยู่แดด ชอบน้ำมากหรือชอบน้ำน้อย การจัดปลูก จึงต้องเลือกพื้นที่ หรือบริเวณที่เหมาะสมกับเขา เขาจะได้ไม่แปรเปลี่ยนเป็นอื่น เพราะถึงพืชจะสามารถปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้ก็จริง แต่การเปลี่ยนแปลงของเขา หมายถึงการเสียสภาพของสวนที่สวยงามของเราไป หรือถ้าเขาอยู่ไม่ได้จริงๆ เขาก็จะแห้งเหี่ยวตายไป 




6. ไม่ควรจัดสวนตามกระแสแฟชั่นจนเกินไป 

การเลือกตกแต่งสวนตามกระแสแฟชั่น จะทำให้ต้องจัดสวนใหม่ อยู่เรื่อยๆ หลายๆครั้ง  เพราะกระแสแฟชั่นจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นควรเลือกตกแต่งสวน โดยเน้นการใช้งาน และดูความสวยงามในระยะยาวเป็นหลัก
 
หลักการนี้ ก็ใช้เช่นเดียวกับการจัดบ้าน ที่อยู่อาศัย เพราะจะไม่สิ้นเปลือง และเสียเวลา บ้านไม่เหมือนกับสถานที่ทำธุรกิจ ที่เขาต้องลงทุน ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงสถานที่ประกอบการของเขาอยู่เรื่อยๆ เพื่อหลีกหนีความซ้ำซาก จำเจ ให้นำหน้าคู่แข่ง และดึงดูดลูกค้ามาใช้บริการ เขามีกำไร ก็มาปรับปรุงได้ แต่บ้านของเรา จะทำที ก็ทั้งสิ้นเปลือง ทั้งเหนื่อย


เรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องหลัก ที่เราควรนำมาใช้ประกอบการจัดสวน ไม่ว่าเราจะจัดสวนในรูปแบบใด สไตล์ไหน ก็นำมาประยุกต์ใช้ร่วมได้ แม้ว่าอาจจะฟังดูกว้าง หรือครอบคลุมไปหน่อย แต่ก็พอใช้งานได้ ในแบบที่เราจัดของเราเอง ไม่ได้ไปจัดสวนเป็นอาชีพ ส่วนในรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ จะทะยอยมานำเสนอเรื่อยๆ ต่อไปครับ

เหยี่ยว แฮริส นกนักล่า หนึ่งเดียวที่ออกล่าเป็นฝูง (Harris’s Hawk)

นกนักล่า ที่ ทำงานเป็นทีม 

โดยธรรมชาติ ของ นกนักล่า(Raptors bird or Bird of Pray) พวกมันจะออกล่าลำพังตัวเดียว แต่ มีนกนักล่าอยู่ชนิดหนึ่งที่ออกล่าเป็นทีม

รายละเอียด


  • มีเพียง เหยี่ยวแฮริส เท่านั้นที่ออกล่ากันเป็นทีม โดยในทีมจะมีสมาชิกตั้งแต่ 2 ถึง 6 ตัว
  • เหยี่ยวแฮริส มีถิ่นกำเนิดในทางตะวันตกเฉียงใต้ของอเมิกา ทางตอนใต้ของชิลี และตอนกลางของอาเจนติน่า มีรายงานว่าพบเหยี่ยวแฮริส จำนวนมากทางตะวันตกของยุโรปโดยเฉพาะในอังกฤษ โดยเหยี่ยวที่พบในยุโรปเป็นผลมาจาก เหยี่ยวที่ถูกนำมาเลี้ยงเพื่อใช้ล่าสัตว์ ที่หลุดออกไปในธรรมชาติ
  • เหยี่ยวแฮริส เป็นสายพันธุ์ยอดนิยม ในการนำมาเลี้ยง และฝึกเป็น เหยี่ยวสำหรับล่าสัตว์
  • เหยี่ยวแฮริส เป็น นกขนาดกลาง โดยตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ประมาณ 40% โดยมีความยาว 46-76 เซ็นติเมตร ความกว้างปีก 1.1 เมตร มีน้ำหนัก 0.71 กิโลกรัมตัวผู้(1.02 กิโลกรัมตัวเมีย)
  • มีลำตัวมีขนสีน้ำตาลเข้ม ส่วนบริเวณหัวไหล่ และโคนขามีสีขนแบบลูกเกาลัด(Shestnut) ส่วนบริเวณด้านในปีก และปลายปีกมีขนสีขาว โดยมีขาและจงอยปากสีเหลือง
  • พวกมันกิน นก กิ้งก่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และแมลงขนาดใหญ่เป็นอาหาร แต่เนื่องจากพวกมันออกล่าเป็นฝูงทำให้สามารถล่าสัตว์ขนาดใหญ่ อย่างกระต่าย Jackrabbit เป็นอาหารได้ด้วย
  • ในเมืองไทยได้มีการนำเข้าเหยี่ยวแฮริส เพื่อมารับจ้างไล่นกพิราบ (อย่างในสนามบินการมีนกมาอาศัยเป็นจำนวนมากนั้นเป็นอันตรายที่จะทำให้เครื่องบินประสบอุบัติเหตุ จึงต้องมีการกำจัดนกพวกนี้ออก)

มดผี


ผี นั้นมีหลากหลายรูปแบบ และหนึ่งในรูปแบบที่เห็นค่อนข้างชินตา ก็คือ ในลักษณะรูปร่างโปร่งแสงมีเฉพาะส่วนลำตัว แต่ไม่มีท่อนร่าง ไม่มีขา แล้วคุณเคยเห็น มดผี หรือเปล่า

รายละเอียด


  • เมื่อมันถูกเรียกว่า มดผี มันก็คงมีอะไรซักอย่างที่เชื่อมโยงกับ กับ ผี แน่นอน แน่นอนมันคงไม่สามารถหายตัวเหมือนผี แต่มันก็มีรูปร่างเหมือนผี
  • มดผี(Ghost ant) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tapinoma melanocephalum พบได้ทั่วไปทั่วโลก
  • มดผี มีลักษณะเด่น คือ มีหัวสีเข้ม แต่ มีขา และลำตัว โปร่งแสง ทำให้ดูเหมือนพวกมันจะมีแต่ หัว ทำให้เป็นที่มาของชื่อ มดผี
  • อาหารหลักของ มดผี ก็คือ น้ำหวาน แต่ พวกมันก็สามารถกินไขมันจากซากแมลงที่ตาย เป็นครั้งคราว
  • ในมาเลเซีย มดผี ถูกเรียกว่า มดซากศพ(Corpse ants) เพราะเมื่อพวกมันถูก บี้ มันจะส่งกินฉุนออกมา
  • ในอเมริกา พวกมันถือเป็น 1 ใน 8 มดศัตรูพืชตัวร้าย
  • ภาพจั่วหัวคือ ภาพของมดผีที่กินน้ำหวานเข้า ไปร่างกายและขาส่วนที่โปร่งแสง นั้นทำให้มองเห็นน้ำหวานหลากสีที่พวกมันกินเข้าไป

จะเห็นว่าส่วนอื่นของ มดผี นอกจาก ลำตัว และ หัว จะมีลักษณะเป็นสีขาวค่อนข้างโปร่งแสง ทำให้มันคล้ายกับผีที่มีแต่ลำตัวและศีรษะ

รถไฟฟ้าที่มี อัตราเร่ง เร็วที่สุดในโลก (0 to 60mph in 1.8 seconds)

ต้องใช้คำว่าผ้าขี้ริ้วห่อทองโดยแท้ ใครจะเชื่อว่าจากรูปทรงรถรุ่นคุณพ่อ ที่มีอายุกว่า 39 ปี แต่มันกับเป็น รถไฟฟ้า ที่มีอัตราเร่งเร็วที่สุดในโลก

รายละเอียด


  • รถคันนี้เป็นเจ้าของสถิติ รถไฟฟ้าที่มีอัตราเร่ง เร็วที่สุดในโลก โดยสามารถทำอัตราเร่งจาก 0 ถึง 96.5 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 1.8 วินาที
  • รถคันนี้ใช้ชื่อว่า ไวท์ซอมบี้(White Zombie) มีนาย John Wayland เป็นเจ้าของ และวิศวกร
  • ไวท์ซอมบี้ ใช้เฟรมรถ ดัทสัน(Datsun) รุ่น 1200 ที่เป็นรถตั้งแต่ยุค 1970
  • ถึงภายนอกจะดูล้าสมัย แต่ เครื่องยนต์กลไกนั้นถูกโมดิฟายมาเป็นอย่างดี โดยใช้ มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับขนาด 9 นิ้ว สองตัว ที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง เป็นตัวขับเคลื่อน
  • แหล่งพลังงานนั้นได้มาจาก แบตเตอรี่ลิเธียมโพลีเมอร์ 192 ก้อน ที่จะให้แรงดันไฟฟ้า 355 โวลต์ หรือ 22.7 กิโลวัตท์/ชั่วโมง
  • ถึงมันจะเป็นรถไฟฟ้า แต่มันก็สามารถวิ่งได้ 144 กิโลเมตร(90 ไมล์) โดยไม่ต้องชาจ์ทไฟ ด้วยขุมพลังขนาด 500 แรงม้า
  • ด้วยอัตราเร่ง 0-96.5 กิโลเมตร/ชั่วโมงภายในเวลา 1.8 วินาที นั้นมันเร็วเสียยิ่งกว่ารถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ อย่าง Tesla Roadster ที่ราคา 3.5 ล้านบาท(7 หมื่นปอนด์) ที่ทำอัตราเร่ง 0-96.5 กิโลเมตร/ชั่วโมงยังต้องใช้่เวลาถึง 3.9 วินาที ที่ระยะทางเท่ากัน

สุดยอด โปรแกรม แกะรอย จาก ภาพถาพถ่าย

แกะรอย จากภาพถ่าย 

หน่วยสืบราชการลับ ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำการแกะรอย จากรูปถ่าย ว่าถูกถ่ายจากสถานที่ใดบนโลก เพื่อใช้ในการตามล่า เด็ดหัว ผู้ก่อการร้ายตัวยง

รายละเอียด


  • หลักการทำงานของ โปรแกรม ตอนแรกก็ทำการสแกนภาพถ่ายเข้าสู่คอมพิวเตอร์ ภายในระยะเวลาไม่กี่วินาที ตำแหน่ง สถานที่ถ่ายรูปนั้นจะถูกระบุออกมา กองกำลังก็จะถูกส่งเข้าไปเพื่อทำการตรวจสอบสถานที่นั้นอีกครั้งหนึ่ง
  • โปรแกรมจะทำการวิเคราะห์ทุกรายละเอียดบนภาพถ่าย เทียบเคียงกับฐานข้อมูล ทั้ง ภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลทางธรณีวิทยา ข้อมูลด้านพฤกษศาสตร์ ข้อมูลเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม ธรรมเนียม การแต่งกาย
  • แต่เดิมขบวนการเหล่านี้อาจต้องใช้แรงงานคน และทรัพยากรจำนวนมากในการทำงาน แต่ปัจจุบันมันสามารถ ระบุที่มาได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 1 นาที เท่านั้น
  • และในอนาคต โปรแกรมนี้จะถูกพัฒนาถึง ขั้นทราบความดันบรรยากาศในภาพ แล้วทำการเปรียบเทียบว่า ความดันบรรยากาศเท่าที่ในภาพนั้นอยู่ตำแหน่งใดของโลก แต่ อาจจะต้องรออีกถึงปี 2016 กว่า มันจะพัฒนาไปจนถึงขั้นนั้นได้
  • มีข่าวว่าโปรแกรม แกะรอย จาก ภาพถาพถ่าย โปรแกรมนี้ มีส่วนในปฎิบัิติการณ์เด็ดหัว อุซามะห์ บิน ลาดิน ด้วย

หนุ่มจีน มีปลายมีดยาว 10 cm ฝังในกะโหลก 4 ปี แต่ไม่ตาย

อะไรมันจะมหัศจรรย์เช่นนี้

เมื่อเช้า(วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 54) ดูข่าวตอนเช้าแล้วคาใจสุดกับข่าว ที่มีชายชาวจีนปวดหัว ไปหาหมอเมื่อหมอ X-ray ดูกับพบว่ามีปลายมียาวถึง 10 เซ็นติเมตรฝังอยู่ในหัวกะบาลของเขา โดยที่เราไม่รู้เรื่องเลยมันเกิดขึ้นได้อย่างไร

รายละเอียด


  • หนุ่มใหญ่ชาวจีนวัย 37 ปี นามว่า Li Fu จาก มณฑล ยูนาน(Yunnan) ไปพบแพทย์พร้อมกับอาการ ปวดหัว
  • เมื่อแพทย์ทำการ X-ray ก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบเงาของวัตถุบางอย่าง มีลักษณะยาวเรียว ประมาณ 10 เซ็นติเมตร
  • นาย Li Fu เองก็ตกตะลึงไม่แพ้คณะแพทย์เมื่อเห็นฟิลล์ X-ray และได้ให้ข้อมูลว่าเมื่อประมาณปี 2006 เขาเคยถูกปล้น และถูกทำร้ายโดยถูกแทงเข้าที่ศีรษะ
  • ซึ่งคาดว่าเมื่อปี 2006 ที่นาย Li Fu ถูกปล้นเขาคงถูกแทงด้วยมีดจนทำให้ปลายมีดหักฝังอยู่ในหัวของนาย Li Fu แต่แพทย์ที่ทำตรวจรักษาในคราวนั้นคงตรวจไม่ละเอียดถี่ถ้วนจึงไม่พบปลายมีดที่หักคาอยู่ จึงทำการรักษาเฉพาะบาดแผลที่ถูกแทงจนหายเป็นปกติ
  • นายแพทย์ Luo Zhiwei จากโรงพยาบาลYuxi ที่ทำการผ่าตัดนำปลายมีดออกมากล่าวว่าเขาไม่เคยเห็นอะไรที่แปลก ประหลาดเช่นนี้มาก่อน มันน่ามหัศจรรย์ อย่างยิ่งที่นาย Li Fu รอดชีวิตจากการโดนแทงในครั้งนั้น ทั้งที่มีปลายมีฝังอยู่ในกะโหลกเป็นเวลากว่า 4 ปี

ภาพนาย Li Fu ที่มีปลายมีดฝังอยู่ในหัวกว่า 4 ปี โดยไม่รู้เลยถ้าไม่ปวดหัวซะก่อนอาจจะแก่ตายก่อนก็ได้
ปลายมีดที่ผ่าออกมายาวถึง 10 เซ็นติเมตร

นก ที่มี จงอยปาก ใหญ่ที่สุดในโลก

นกแปลกๆ

Shoebill นกชนิดนี้ได้ชื่อนี้มาจากการที่พวกมันมี จงอยปาก(bill) เหมือนรองเท้า(Shoe) ด้วยจงอยปากขนาดมหึมานี้ ทำให้พวกมันดูพิลึกพิลั่น เหมือนหลุดมาจากยุคไดโนเสาร์ก็ไม่ปาน

รายละเอียด


  • พวกมันมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Balaeniceps rex
  • บ้างก็รู้จักกันในชื่อ นกจงอยปากรองเท้า(Shoebill) หรือ นกหัววาฬ(Whalehead)
  • พวกมันเป็นนกในกลุ่มนก กระสา(Stork) ขนาดใหญ่ โตเต็มวัยมีความสูง 1.15-1.50 เมตร วงปีกกว้าง 2.3-2.6 เมตร หนัก 4-7 กิโลกรัม
  • เมื่อโตเต็มวัยจะมีขนสีเทา มีถิ่นอาศัยอยู่ทางตะวันออกของแอฟริกา ในพื้นที่เป็นหนอง บึง ของ ซูดาน ถึง แซมบี
  • พวกมันหากินในบึงน้ำ กิน ปลา กบ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก รวมถึงลูกจรเข้ และนก
  • พวกมันทำรังบนพื้นดิน วางไข่ครั้งละ 2 ฟอง
  • มีการประเมินว่า มีนกจงอยปากรองเท้า เหลืออยู่เพียง 5-8 พันตัว โดยประชากรส่วนใหญ่อยู่ในซูดาน
เห็นภาพนี้แล้วสยองเลย กิน เป็ด ซะด้วย
ดูไปดูมามันเหมือน นก ที่พึ่งวิวัฒนาการมาจาก ไดโนเสาร์เลย